สติอะไร? [ภาค2]
posted on 25 Oct 2009 16:04 by tama-toma in Daily-life
เนทกำลังแรง ต้องรีบอัพบล็อก
ใครที่ยังไม่ได้อ่าน สติอะไร? (ภาค1) ก็ย้อนไปอ่านกันก่อนนะ
เอาล่ะ เราจะกลับมาต่อจากที่ค้างกันไว้ครั้งที่แล้ว
การที่เรากำหนด ไอ้นั่นหนอ ไอ้นี่หนอเนี่ย มันเป็นกุศลนะเออ!
เขาบอกว่า กำหนดแต่ละครั้ง สามารถตัดภพตัดชาติที่ต้องเกิดอีก ไปถึง7ชาติ
ก็แบบ สมมติเราต้องเกิดอีก 100,000 ชาติ แล้วเรากำหนด "เห็นหนอ"
ป้าบ ลบไปแล้ว 7 ชาติ ทีนี้เราก็เหลือต้องเกิดอีก 99,993 ชาติ
สงสัยกันใช่ม้า ว่าการกำหนดหนอๆนี่ตัดภพตัดชาติได้ไง?
ฟังดูไม่น่าเชื่อใช่มะ :D ตอนแรกเราก็ไม่เชื่อ เลยให้ท่านวิทยากรอธิบายให้ฟัง
ท่านผู้อ่านสามารถทำขั้นตอนนี้เพื่อพิสูจน์ไปด้วยกันก็ได้นะ
1. หลับตา (...เออ งั้นก็ต้องอ่านให้จบก่อนดิเนอะแล้วค่อยทำ)
2. ค่อยๆยกมือขึ้น ช้าๆ เอาใจไปอยู่ที่มือ คอยกำหนด ยกหนอ...ยกหนอ รู้สึกถึงมือที่กำลังยกขึ้นช้าๆ
3. พอยกขึ้นช้าๆแล้ว ก็ค่อยๆยกลงช้าๆ เอาใจไปอยู่ที่มือที่กำลังยกลง กำหนดว่า ลงหนอ ลงหนอ
ลืมตาได้
ระหว่างที่เรากำลังเอาใจไปอยู่กับมือตัวเองที่ค่อยๆยกขึ้นยกลงเนี่ย
ในตอนนั้น มีใครคิดโกรธหรือเกลียดใครอยู่หรือเปล่า? ไม่มีเนอะ?
นี่แหละ ในขณะที่เราเอาสติอยู่กับสิ่งที่เรากำลังทำ เราก็ไม่มีความคิดอกุศล ทีนี้อะไรแย่ๆก็ไม่เกิดขึ้นต่อ
เพราะถ้าเราโกรธเนี่ย แล้วเราไปต่อยหน้าอีคนที่เราโกรธ มันก็กลายเป็นทะเลาะกัน เป็นศัตรูกัน
มันก็จองเวรกัน ตายไปชาติหน้าก็ต้องกลับมาต่อยกันอีก
เหมือนเรื่องเล่านึง ที่วิทยากรเล่าให้ฟัง
" มีชายสองคนเป็นนักรบ เขาทั้งสองคนจะต้องมาพบกันที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง และฆ่ากันตาย
ในชาตินี้ นายA เป็นคนฆ่านายB ที่ต้นไม้นี่
ชาติต่อมา นายB ก็มาฆ่านายA ที่ต้นไม้ต้นเดิม
สลับกันฆ่าไปทุกๆชาติ ไม่จบไม่สิ้น
จนกระทั่ง เทวดาที่อยู่ที่ต้นไม้นั้น เริ่มทนไม่ได้ที่ไอ้สองคนนี้ผลัดกันฆ่าไม่รู้จบสิ้น
ในชาตินั้นเอง ที่นาย A กับนายB กำลังจะฆ่ากันอีกครั้งที่ใต้ต้นไม้
เทวดาก็ปรากฎกายขึ้นมา แล้วบอกว่า
พวกเธอหยุดฆ่ากันเองทีเถอะ ไม่รู้รึไงว่าพวกเธอฆ่ากันเองที่ใต้ต้นไม้นี่มาไม่รู้ตั้งกี่ชาติแล้ว!!!!
ชายทั้งสองก็อึ้งๆ ไม่แค่อึ้ง แต่ไม่เืชื่ออีกตะหาก
เทวดาจึงบอกให้ชายทั้งสองขุดดินใต้ต้นไม้นี่ แล้วจะพบกระดูกของทั้งสองที่ฝังไว้มาหลายชาติ
ชายทั้งสองก็ลองขุดดินตรงนั้นดู
คุณพระ พวกเขาพบโครงกระดูกมากมายมหาศาล จึงเข้าใจแล้วว่าตีกันเองมานานขนาดไหน
เห็นแบบนี้แล้ว พวกเขาก็อโหสิแก่กัน เลิกจองเวรกัน
นี่คือชาติสุดท้าย ที่ชายทั้งสองจองเวรกัน ชาติต่อมาพวกเขาก็ไม่ต้องฆ่ากันตายอีก"
ที่เขาบอกว่ากำหนดไอ้นั่นหนอ ไอ้นี่หนอแล้วตัดภพตัดชาติ ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง
มันเป็นการเรียกสติ ไม่ให้เราทำสิ่งที่ขาดความยั้งคิด จะได้ไม่ไปผูกเวรกับคนอื่นเขา
เริ่มเห็นว่าการกำหนดสตินี่เจ๋งแล้วใช่มะ XD
มาลองขยายความที่เคยบอกว่า สติคือการอยู่กับปัจจุบัน
คำว่าปัจจุบัน ไม่ได้แปลว่า ในนาทีนี้ หรือในวินาทีนี้
แต่หมายถึง ในขณะจิตนี้
"หนึ่งขณะจิต" เนี่ย มันเร็วมากเลยนะ เร็วพอๆกับเราดีดนิ้วดังเป๊าะ
เป๊าะนึงสั้นๆนั่นแหละ หนึ่งขณะจิต
(จริงๆต้องเปรียบว่าเร็วขนาด "ลัดนิ้วมือเดียว" แต่นึกภาพยากไปนิด เอาเป็นดีดนิ้วละกัน)
เพราะงั้นเราถึงคิดฟุ้งซ่าน จากเรื่องนั้นไปเรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็วเลยไง :D
แค่เรานั่งเฉยๆแค่นาทีกว่าๆ เราก็คิดไปร้อยกว่าเรื่องแล้ว ใจเรานี่เร็วจริงๆนะ
เราว่า สำหรับคนทั่วไป ไม่ต้องกำหนดอิริยาบทต่างๆให้เคร่งมากหรอก (ควรเข้าคอร์สฝึกจะดีกว่า)
ที่สำคัญคือ กำหนดใจตัวเองนี่แหละ เวิร์คสุด
ถ้าเราโกรธ ก็รู้ทันว่าโกรธหนอ
ถ้าฟุ้งซ่าน ก็รู้ทันว่า ฟุ้งซ่านหนอ คิดหนอ
ถ้ากำลังกลัว ก็รู้ทันว่า กลัวหนอ กลัวหนอ
....ก็ถ้าเรากลัวจริงๆ เราก็กำหนดไปจริงๆสิว่าเรากำลังกลัว จะไปฝืนใจบอกว่า "ไม่กลัวๆ" ทำไม -3-
ถ้าเรากำหนดไปเรื่อยๆว่ากลัว เดี๋ยวมันก็หายกลัวไปเอง
หรือแม้แต่เราลืมกำหนด แล้วเพิ่งนึกขึ้นได้ก็ "ลืมกำหนดหนอ เผลอหนอ ไม่ทันหนอ"
รู้สึกยังไง ก็กำหนดไปอย่างงั้น งานของเราคือการรู้ทัน ไม่ใช่บังคับ
ดังนั้น ถ้าเราเจ็บ ก็กำหนดว่า เจ็บหนอ...เจ็บหนอ ตามนั้น
เพราะความเจ็บปวดเนี่ย เราบังคับไม่ได้ว่าจะเจ็บตอนไหน จะหายเจ็บตอนไหน
ชวนพูดเรื่องนี้ เพราะจะเข้าเรื่อง ไตรลักษณ์ นี่แหละ :P
ไตรลักษณ์ แปลว่าลักษณะ3ประการ ที่เราเห็นอยู่ทุกวัน (ไม่ใช่สบู่ Lux 3 ก้อนนะพี่nora... lol)
ยังท่องกันได้อยู่มั้ย ว่ามีอะไรบ้าง
1.อนิจจัง ความไม่เที่ยงก็คือ เกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไป
2.ทุกขัง ความทุกข์ ความเจ็บปวด ความกดดัน อึดอัด และบลาๆๆๆ ที่ไม่ชอบ
3. อนัตตา ความไม่มีตัวตน ไม่มีการถือเป็นเจ้าของ ไม่มีสิทธิ์จะไปควบคุมบังคับ
เราขอยกตัวอย่างที่เจอบ่อยๆก็คือ ความเจ็บ
ความเจ็บนี่ก็ไตรลักษณ์
1. ความเจ็บเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป มันไม่เจ็บตลอดไปหรอก มันคืออนิจจัง
ตอนที่เรานั่งสมาธิ ก็เอาเท้าขวาทับเท้าซ้าย
จริงๆถ้าเื่มื่อย หรือนั่งจนปวดขาแล้ว จะเปลี่ยนขาก็ได้นะ
แต่วิทยากรบอกว่า ถ้าทนได้ ก็ลองทนดู จะได้เห็นว่าความเจ็บเป็นอนิจจัง
เออนะ จริงอย่างเขาว่า ตอนแรกขามันจะเริ่มชา แล้วชาขึ้นเรื่อยๆ ความเจ็บปวดเกิดขึ้นแล้ว
จนมันเริ่มปวดขึ้นเรื่อยๆ ปวดแบบ..ซรี้ดดด ความเจ็บปวดกำลังตั้งอยู่!!! ซรี้ดด เจ็บหนอ อดทนหนอ
แล้วความเจ็บมันจะค่อยๆลดลง...ลดลง..แล้วก็ซรี้ดดด ขึ้นมาใหม่ เจ็บหนอ อดทนหนอ พากเพียรหนอ
ความเจ็บมันขึ้นๆลงๆอยู่แค่นี้แหละ พอมันถึง max มันก็ค่อยๆหายเจ็บ
จนกระทั่ง นั่งจนมันหายปวดไปซะเอง ความเจ็บปวดได้ดับไปแล้ว .......ฮู่ววววววววว์ ค่อยยังชั่ว
*********** edit **************
บางคนอาจเข้าใจผิดว่า เจ็บหนอ เจ็บหนอ นี่คือเราไปเพ่งที่ความเจ็บ
มันไม่ใช่อ่ะกิ๊ฟ มันไม่ใช่
ตอนที่นั่งเนี่ย เราก็กำหนดดูพุงตัวเอง พอง-ยุบ
(พองเพราะหายใจเข้า ยุบเพราะหายใจออก แต่เขาให้ดูที่พุง ไม่ใช่ดูที่ลมหายใจ)
แล้วถ้านั่งๆอยู่มียุงมากัดก็กำหนด คันหนอ
พอคันหนอเสร็จ ก็กลับมาดูพอง-ยุบ อีกที
ได้ยินเสียงคนจาม ก็กำหนดยินหนอ พอยินหนอเสร็จ ก็กลับมาดู พอง-ยุบ
นั่งกำหนดไปเรื่อยๆ อยู่ดีๆปวดขาขึ้นมา เราก็กำหนดว่า ปวดหนอ บังคับไม่ได้หนอ ไม่เที่ยงหนอ
เพื่อให้เรารู้ตัวว่าเรากำลังปวด(และเราบังคับความปวดไม่ได้) แล้วเราก็กลับมาดูพอง-ยุบต่อ
เพราะงั้น เราไม่ได้เพ่งไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างเดียวนะ
พอพูดถึงเรื่องนั่งวิปัสสนาแล้ว เราไม่แนะนำให้ไปหัดนั่งวิปัสสนาเอง
ควรมีครูอาจารย์ผู้รู้ ที่วิปัสสนาอย่างชำนาญแล้วมาเป็นคนสอนจะดีที่สุด
******************************
จะว่าไป เรายกตัวอย่างว่าความรักก็ได้นะ ความรักก็อนิจจัง เริ่มรัก - คบกัน - แล้วแม่งก็เลิกกัน
แต่ถ้าบางคนที่รักกันจริง แบบนั้นคงมีแต่ความตายที่จะพรากเราสองให้จากกันได้...โอ้ว....ซึ้ง
(ชักจะนอกเรื่องละ ต่อๆ)
2. ความเจ็บปวด เป็นทุกข์ (คนที่เป็นมาโซนี่นับมั้ย?) ข้อนี้เห็นกันจะๆเลยว่ามันเป็นทุกขัง
3. ความเจ็บปวด ไม่มีตัวตน มันเป็นอนัตตา
เพราะเราบังคับไม่ไ้ด้ ว่ามันจะเจ็บตอนไหน มันจะหายเจ็บตอนไหน
ถ้าเราสังเกตไปเรื่อยๆ เราจะเข้าใจว่า กายกับใจน่ะ มันคนละส่วนกัน
ถึงร่างกายมันจะเจ็บ แต่ใจเราไม่ได้เจ็บไปกับกาย เราแค่รับรู้ว่ากายเจ็บ
เพียงแต่ใจเรามันอยู่ติดกับกาย จนนึกว่าเป็นส่วนเดียวกัน นึกว่านี่ตัวเราของเราไปซะงั้น
จริงๆแล้วร่างกายเราก็ไตรลักษณ์นะ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ไม่มีกระทั่งตัวตน...
แต่เพราะเราถูกประกอบด้วยขันธ์ 5 เีราเลยนึกว่ามีตัวตน
ขอเชิญคุณ A คุณB มาสาธิตหน่อยค่ะ (ปรบมือ)
1. A: นี่ร่างกายของใครคะ? (แตะที่ตัวB)
B : ก็ร่างกายของเราสิคะ
นี่เรียกว่า รูปขันธ์ (เช่้น ร่างกาย,สิ่งของ ฯลฯ)
2. A: (หยิกแขน B)
B: หยิกเพื่อ?!!!
A : คุณเจ็บหรือฉันเจ็บคะ
B : ตูนี่แหละเจ็บค่ะ!!!
นี่เรียกว่า เวทนาขันธ์ (ความรู้สึกต่างๆ สุข,ทุกข์ หรือ เฉยๆ)
3. A:คุณเกิดวันที่เท่าไหร่เดือนอะไรคะ?
B: 30 มกรา
A : ใครจำได้คะ?
B: ก็...เรานี่แหละ จำได้ ( A มันเป็นเอามากมั้ย...)
นี่เรียกว่า สัญญาขันธ์ (การจำได้ ไอ้นี่เรียกว่านี่ อาหารนี่มีรสแบบนี้ ดอกไม้มีกลิ่นแบบนี้ ฯลฯ)
4. A: Bคะ ดิฉันเพิ่งเขมือบเค้กที่คุณซื้อมาเมื่อวาน
B: .........................................................
A: รู้สึกยังไงคะ
B: สาด....โกรธสิคะ ..ยังไงถ้าสาธิตเสร็จแล้วไปซื้อคืนให้ด้วยนะคะ.....
นี่เรียกว่า สังขารขันธ์ (ความคิดปรุงแต่ง โลภ โกรธ หลง )
5. A: (ยกมือ) ตอนนี้ฉันกำลังทำอะไรอยู่คะ
B: กำลังยกมือสิคะ
A: ใครเป็นคนเห็นคะ
B: ก็..........กรู... ดิฉันนี่แหละค่ะ
นี่เรียกว่า วิญญาณขันธ์ (ก็คือการรับรู้ทาง ตา,หู,จมูก,ลิ้น,กาย,ใจ )
ขอบคุณ คุณA กับคุณ B มากค่ะ เฮ แปะๆๆๆ (ปล่อยให้มันไปเคลียร์กันเองหลังไมค์)
สรุปแล้ว ตัวตนเราประกอบด้วย รูปร่าง,ความรู้สึก,การจำได้,ความคิดปรุงแต่ง,การรับรู้ทั้ง6ทาง
สมมติว่าเราเดินมาถึงหน้าบ้าน เราเห็นขรี้หมา ...เราได้กลิ่น สมองสั่งการป้าบๆ จำได้ว่านี่คือกลิ่นขรี้หมา
เรารู้สึกโกรธ ที่มีหมามาขรี้ทิ้งไว้ที่หน้าบ้าน
เราคิดไปเองว่ายัยคุณนายบ้านข้างๆแหงที่พาหมามาขรี้
เราแค้น คนข้างบ้าน(คิดไปเองนะนั่น?)
เกิดจิตอกุศล คิดล้างแค้นโดยพาหมาเราไปขรี้ที่บ้านข้างๆบ้าง...
เห็นจากตัวอย่างนี้แล้วใช่ไหม ว่าวันๆเนี่ย เราถือว่าตัวเราเป็นของเรา เรารับรู้ มองเห็น,ได้ยิน ฯลฯ
แล้วเอาสิ่งที่เรารับรู้นั้น มาปรุงแต่งต่อไปต่างๆนาๆ
บางทีก็คิดอกุศล บางทีก็เป็นกุศล
ดังนั้นแล้ว ชาวเราควรมีสติ กำหนดรู้ทันว่าเรากำลังทำอะไรและคิดอะไรอยู่ นั่นเองงงงงงงงงง
จบ
(.....เออ จบกันง่ายๆเลยนี่แหละ ใครมีปัญหาแมะ
)
ขอเพิ่ม ป.ล.อีกนิด
หากหลวงพี่อัครกิตติ์ หรือหลวงพี่โอ๊ต หรือท่านผู้รู้ เห็นว่าข้อมูลในนี้มีข้อผิดพลาด
ก็คอมเม้นท์บอกกันหน่อยนะคะ จะรีบนำมาแก้ไขให้ถูกต้องยิ่งๆขึ้นไป ขอบคุณค่ะ

)
#1 By ♥..Ta๊y๋l๏r๊~ * on 2009-10-25 17:55